“โอล์ม” ซาแมนเดอร์น้ำฟีลงู แต่ออร่าไร้เดียงสา

“โอล์ม” ซาแมนเดอร์น้ำฟีลงู แต่ออร่าไร้เดียงสา

“ซาลาแมนเดอร์” เป็นสัตว์ที่มีมุมมองต่อสายตาผู้คนได้ 2 แบบ แบบแรกคือ สายพันธุ์ซาลาแมนเดอร์ที่มีความน่ากลัวและแอบสยอง กับอีกรูปแบบมุมมองคือ สายพันธุ์ซาลาแมนเดอร์ที่มีความน่ารัก แลดูไร้เดียงสามาก ซึ่งวันนี้เราพักจากชนิดของซาลาแมนเดอร์ที่มีความน่ากลัวไว้ก่อน แล้วมารู้จักกับเจ้าซาลาแมนเดอร์น้ำตัวเล็กอย่าง “โอล์ม”กันดีกว่า เพราะทันทีที่หาข้อมูลของสัตว์แปลก เราก็ไปพบกับเจ้าสัตว์ตัวนี้ที่แค่มองรูปก็รู้สึกว่า ดูแปลกประหลาดจนทีแรกต้องขยี้ตาแรง ๆ เพราะคิกว่าเป็นงู แอบไม่น่าไว้ใจ แต่ใครเล่าจะรู้ว่า ความจริงเจ้าโอล์มเป็นสัตว์ที่ไร้เดียงสามากจนเราอดไม่ได้ที่จะเอ็นดูมัน และอยากนำเจ้าซาลาแมนเดอร์ชนิดนี้มาบอกเล่าให้คุณได้รู้เรื่องราวอันน่ามหัศจรรย์ใต้น้ำลึกและอิสระที่พาให้น่าสนใจในการดำรงชีวิตของมันมากในวันนี้ ทำความรู้จักกับ “โอล์ม” “โอล์ม” หรือที่ผู้คนเรียกกันติดปากว่า “ซาลาแมนเดอร์ตาบอด” เป็นซาลาแมนเดอร์น้ำชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ได้ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มบริเวณทะเลเอเดรียติก แถบที่เป็นถ้ำลึกในทวีปยุโรปกลาง และยุโรปตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพบได้มากทางประเทศสโลเวเนียกับโครเอเชีย มีรูปร่างเพรียวยาวเหมือนงู แต่มีขาเล็กสั้นตัวโตเต็มวัยยาวประมาณ 40 เซนติเมตร ตาเล็กใส ๆ น่ารัก มีหงอนเล็ก ๆ ยื่นออกมาบริเวณคอ ผิวหนังขาวซีด ไม่มีเม็ดสี ไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสทางตาได้ เนื่องจากโอล์มใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำที่มีแต่ความมืด ไม่มีแสงสว่างส่องเข้ามาถึงจึงไม่ได้ใช้ประโยชน์จากตาแต่กำเนิด อีกทั้งโอล์มยังเป็นสัตว์น้ำที่มีอายุยืนได้นานถึง 100 ปี และสามารถมีชีวิตอยู่ได้แม้ไม่ได้กินอะไรเลยเป็นเวลานาน 10 ปีด้วย ชาวพื้นเมืองก็มักจะให้ฉายามันว่า “ลูกมังกร” การดำรงชีวิตของ “โอล์ม” […]

ความสามารถพิเศษของสัตว์ที่คุณอาจคาดไม่ถึง

ความสามารถพิเศษของสัตว์ที่คุณอาจคาดไม่ถึง

แม้ว่าสัตว์กับคนจะไม่สามารถสื่อสารกันได้ จนทำให้เราที่เป็นมนุษย์ มีภาษาที่แตกต่าง มีศิลปะในการคิดประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ และก่อร่างสร้างความเจริญไปจนถึงอารยธรรมใหม่ ๆ ที่ทำให้โลกก้าวหน้าไปไกลนั้นเกิดความรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าสัตว์ทั้งปวง ซึ่งก็แน่นอนว่าพวกเรานั้นมีความเหนือกว่าเขาจริง แต่ไม่ได้เหนือไปทุกด้าน เพราะหากเป็นเรื่องที่ต้องใช้สติปัญญาแล้วล่ะก็มนุษย์เราสามารถทำทุกอย่างด้วยความสามารถตัวเองจนมันออกมาดีและเกิดความยิ่งใหญ่ในโลกที่ทีแรกไม่มีอะไรเลยจนทุกอย่างเปลี่ยนไปมีแต่ความรุ่งเรือง  ส่วนหากพูดถึงสัตว์นั้น แม้พวกเขาจะดำรงชีวิตอยู่ในระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมเดิม ๆ ของตัวเอง ไม่ได้มีการพัฒนาจากเมื่อก่อนเฉกเช่นมนุษย์ แต่พวกเขาก็มีความสามารถหนึ่งที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปนั่นก็คือ “สัมผัสพิเศษ” ที่ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อเพราะหลายครั้งแล้วที่สัตว์หลายชนิดแสดงพฤติกรรมที่บ่งบอกให้รู้ว่าพวกเขามีความสามารถพิเศษนั้น ๆ ซึ่งมนุษย์นั่นล่ะที่จะรอดและรู้คำเตือนอ้อม ๆ ได้จากสัตว์ ความสามารถพิเศษของสัตว์ที่คุณคาดไม่ถึงจะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย! สัตว์มีความสามารถพิเศษรู้ถึงภัยพิบัติได้ หลายครั้งแล้วที่สัตว์รอบตัวเราได้แสดงการรับรู้ในพลังแห่งธรรมชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้าจนหนีและอพยพกันได้ทันท่วงทีในขณะที่มนุษย์นั้นไม่สามารถรับรู้ภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นได้เลยหากไม่มีผลกระทบที่เกิดขึ้นมาให้เห็นในระดับเบาก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติใหญ่ แต่สัตว์นั้นสามารถรับรู้ได้ก่อนหน้าเป็นเดือน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่กำลังจะมีพายุซึ่งนกจะบินกลับรังเร็วกว่าปกติทั้งที่ฟ้ายังไม่ทันครึ้ม การอพยพถิ่นฐานของนกนางแอ่นตามฤดูกาล หรือแม้แต่การเกิดสึนามิที่สัตว์น้ำจะหายไป เสียงสัตว์รอบข้างแทบจะไม่มี เป็นต้น ซึ่งการรู้ลางมาจากประสาทสัมผัสของมันและการอยู่กับธรรมชาติมาตลอดชีวิตนั่นเอง แตกต่างจากมนุษย์ที่อยู่กับความสบายของเทคโนโลยีจนไม่อาจสัมผัสสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นความสามารถพิเศษที่ทึ่งมากจริง ๆ สัตว์มีความสามารถพิเศษในการอ่านใจคนออก สัตว์มีความสามารถพิเศษในการอ่านใจคนออกได้โดยการมองแววตา ลักษณะการแต่งตัว และสีหน้าท่าทางซึ่งพวกเขาสามารถรู้ได้ถึงเป้าหมายพื้นอารมณ์จิตใจของคนคนนั้นว่ามาดีหรือมาร้าย แล้วมีลักษณะนิสัยเป็นแบบใด แม้จะไม่ได้มองคนได้หลากหลายมุมมองแต่หากมองเบื้องลึกของตัวตนตรง ๆ ล่ะก็พวกเขาสามารถรู้ได้แน่นอน จึงไม่แปลกหากเราจะเห็นแมวหรือสุนัขขู่แขกบางคนที่มาบ้านของเราซึ่งมีจุดประสงค์ไม่ดีนัก สัตว์มีความสามารถพิเศษมองเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติ ประสาทสัมผัสของสัตว์มีความพิเศษในการสัมผัสสิ่งเหนือธรรมชาติที่เคลื่อนไหวรอบตัวได้อย่างรวดเร็วแม้จะมองไม่เห็นแต่สัตว์ชนิดต่าง ๆ ก็สามารถใช้ประสาทสัมผัสประจำตัวที่พิเศษกว่าส่วนอื่นรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติรายล้อมอยู่ซึ่งหากสัมผัสแล้วไม่ดีต่อพวกเขาก็จะแสดงพฤติกรรมการขู่หรือร้องเสียงดัง แต่หากกลัวก็จะเป็นการถอยหนีอย่างช้า ๆ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่สุนัขจะหอนเวลามีผี ที่จริงแล้วสุนัขไม่ได้เห็นผีแต่พวกเขาได้กลิ่นแฝงของสิ่งเหนือธรรมชาติจากประสาทสัมผัสที่ชัดเจนที่สุดของพวกเขานั้นเอง […]

3 เหตุผลที่ทำให้สุนัขกระตือรือร้นอยากออกจากบ้าน

3 เหตุผลที่ทำให้สุนัขกระตือรือร้นอยากออกจากบ้าน

คุณอาจจะสงสัยว่า เหตุใดสุนัขของคุณจึงได้ชอบกระตือรือร้นที่จะออกจากบ้านเสียจริง ทั้งที่คุณก็เลี้ยงดู ให้อาหาร ให้ความรักแก่เขาอย่างสมบูรณ์แบบ อบอุ่นเท่าที่จะทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกันได้ แต่สุนัขของเราเขาก็ยังอยากไปจากเราอีกหรือ ช่างเป็นอะไรที่ทำให้หลายคนน้อยใจเสียจริง เราว่าเราก็ไม่ได้ทำสิ่งใดผิด ทำไมแทนที่เขาจะกระตือรือร้นเอาเวลาที่ว่างส่วนใหญ่เข้าหาเรากลับกลายเป็นว่าตีตัวออกหากจากเราแล้วชอบมานั่งอยู่บริเวณประตูรั้วเสียอย่างนั้น นี่คือจุดที่ปกติสำหรับสุนัขส่วนใหญ่ที่คุณต้องเจออยู่แล้ว แต่เราแค่อาจจะเพิ่งเคยเลี้ยงสุนัขและยังศึกษาจิตวิทยาทางอารมณ์และสังคมของเขาไม่มากพอจึงอาจเข้าใจผิดว่าสุนัขไม่ชอบเราได้ แต่ความจริงแล้วธรรมชาติของสุนัขกลับเรียกหาให้ชีวิตเขาอยู่ในจุดที่สมดุลและไม่อยู่แต่กับสถานที่เดิม ๆ ต่างหาก ด้วยเหตุผลอะไรบ้างทางธรรมชาติที่ทำให้สุนัขกระตือรือร้นอยากออกจากบ้านเราขนาดนั้น? สุนัขอยากออกจากบ้านเพราะ “สุนัขตัวเมียส่งสัญญาณ” เหตุผลแรกที่ทำให้สุนัขทุกตัวมีความกระตือรือร้นที่อยากจะออกจากบ้านของคุณไปเที่ยวเล่น เพราะหลงรักสุนัขตัวเมียนี่เอง ในวัยเด็กสังเกตหรือไม่ว่า สุนัขจะติดคุณมากและอ้อนอยู่แต่กับคุณในบ้านอย่างมีความสุข อบอุ่นหัวใจ แต่พอเขาเริ่มเติบโตมาในวัยหนึ่งแล้วก็เริ่มจะอยากออกจากบ้านและสนใจคุณน้อยกว่าในวัยเด็ก ใช่ว่าเขาไม่รักคุณ เขารักและภักดีซื่อสัตย์กับคุณมาก แต่ความต้องการทางเพศของสุนัขก็ต้องเกิดขึ้นตามวัยที่เป็นธรรมชาติของเขาเหมือนกัน ยิ่งสุนัขตัวเมียส่งสัญญาณผ่านการร้องหรือแอบเดินผ่านไปผ่านมาก็ยิ่งทำให้สุนัขของคุณอยากออกไปหาสุนัขตัวเมียมากขึ้นอีก สุนัขอยากออกจากบ้านเพราะ “คุณให้เขาอยู่แต่บ้าน” การที่สุนัขของคุณอยากออกจากบ้านไปเที่ยวเล่นหนักมากถึงขนาดที่ว่าบางทีก็ไม่เชื่อฟังในสิ่งที่คุณพูด เอาแต่มองสภาพแวดล้อมด้านนอกรั้วบ้าน นั่นมีโอกาสที่เป็นไปได้ว่า คุณเลี้ยงสุนัขของคุณให้อยู่แต่ในบ้าน แทบไม่ค่อยให้เขาได้ออกไปไหน มีชีวิตอิสระประจำวันเลย เพราะอย่างน้อยสุนัขก็ควรได้ออกไปเที่ยวเล่นหาประสบการณ์ในชุมชนใหญ่ ไร้กรอบรั้วบ้าง สัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง โดยจะมีคุณจูงไปเดินเล่นหรือให้เขาออกไปเที่ยวเองก็ได้ แต่หากคุณไม่เคยให้สุนัขตัวเองทำเช่นนั้นแปลว่าคุณจำกัดสิทธิ์ของเขามากเกินไปแล้ว ไม่แปลกที่สุนัขจะกระตือรือร้นขนาดนี้ สุนัขอยากออกจากบ้านเพราะ “ได้รับการท้าทาย” การที่สุนัขมีความกระตือรือร้นอยากออกจากบ้านมากอีกเหตุผลหนึ่งคือ การได้รับการแสดงออกในเชิงท้าทายจากเพื่อนสุนัขด้วยกันที่อาจจะแอบมาเดินผ่านไปผ่านมาหรือยืนจ้องหน้า บ้างก็เห่าเพื่อเป็นการส่งสัญญาณหรือข้อความสื่อสารในเชิงที่ “ออกมาไม่ได้ล่ะสิ ช่างน่าเศร้าจริงที่จะไม่ได้รวมก๊วนกับเรา รอให้ออกมาได้แล้วค่อยมาหาฉันนะ แต่คงจะยาก” […]

ความรักบันลือโลกของหมาป่าที่คุณอาจไม่รู้

ความรักบันลือโลกของหมาป่าที่คุณอาจไม่รู้

“หมาป่า” เป็นสัตว์อันสง่างามท่ามกลางป่าลึกที่น่าค้นหาซึ่งมีไหวพริบในการต่อสู้และการล่าเหยื่อที่ดีมากจนบางคนอาจมองว่าควรอยู่ให้ห่างจากมัน แน่นอนหมาป่าในภาพลักษณ์อันน่าเกรงขามและน่าหวาดกลัวของคุณเป็นเพียงมุมมองของเผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้น แต่รู้หรือไม่ว่าตัวตนแท้จริงภายใต้ความองอาจ กล้าหาญ และไม่ปรานีเหยื่อนั้น ภายในพวกเขากลับแฝงไว้ด้วยความรักที่มีต่อคู่ครองตัวเองซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็น “สัตว์ที่มีความรักบันลือโลก”เลยก็ได้ จนเวลานี้หมาป่าได้ถูกเปลี่ยนให้กลายมาเป็น “ตัวแทนของความซื่อสัตย์และรักที่มั่นคง”แล้ว ซึ่งมนุษย์เราก็สามารถนำบทเรียนความรักอันสูงส่งของหมาป่ามาใช้สอนใจในชีวิตคู่ของตัวเองได้เช่นกัน วันนี้หากคุณยังสงสัยในความรักของหมาป่าว่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนล่ะก็เราจะมาอธิบายกันให้รู้เลยกับ 3 ความรักที่คุณอาจแทบไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในสัตว์ป่าไร้อารยธรรมตัวหนึ่งที่แฝงตัวท่ามกลางความเงียบเชียบท่ามกลางพรรณไม้ หมาป่ารักเดียวใจเดียว หากใครเป็นคนที่ชอบในเรื่องราวของหมาป่าอยู่แล้วก็คงเคยได้ยินมาบ้างว่า หมาป่าเป็นสัตว์ที่รักเดียวใจเดียว หากมันเลือกหมาป่าตัวใดเป็นคู่ครองแล้วก็ย่อมจะอยู่กับคู่ครองนั้นจนกว่าจะหมดลมหายใจ แม้ว่าหมาป่าคู่ครองของตัวเองจะสิ้นชีวิตไปก่อนก็จะไม่มีรักใหม่และครองคู่กับหมาป่าตัวอื่นเด็ดขาด มันยอมที่จะอยู่ตัวคนเดียวตลอดชีวิตด้วยความรักและความผูกพันที่มีต่อคู่รักหนึ่งเดียวของตัวเองที่มอบให้ถึงจิตวิญญาณเลย ฉะนั้นหากรักแล้วก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ หมาป่าตัวใดคิดจะเข้าหามันเกินขอบเขต มันจะทำให้หมาป่าตัวนั้นเจ็บจนไม่กล้ามาเรียกร้องความรักจากมันแทนคู่รักเก่าที่สิ้นชีวิตไปได้อีก หมาป่าจะมีการสร้างสมาชิกครอบครัวเพิ่มทุกปี เมื่อหมาป่ามีคู่ครองของตัวเองแล้วก็จะมีการสร้างสมาชิกในครอบครัวร่วมกันอย่างรวดเร็วมากนับตั้งแต่ปีแรกที่มาอยู่ด้วยกันเพียงไม่กี่เดือนมันก็จะมีลูกกัน และไม่ใช่แค่ปีแรกที่มีการผสมพันธุ์ด้วยความรักเพื่อมีลูก แต่หมาป่าจะผสมพันธุ์กันทุก ๆ ปีเพื่อเพิ่มสมาชิกในครอบครัวใหม่จึงไม่แปลกที่ทำไมหมาป่าจึงเป็นสัตว์ที่มีฝูงใหญ่มากที่สุดอีกชนิดหนึ่งของโลก หากคุณได้มีโอกาสไปเดินป่าลึกก็อาจมีโอกาสได้เห็นลูกหมาป่าเป็นสิบตัวหรืออาจจะมากกว่านั้นเลยก็ได้ เรียกได้ว่าหมาป่าชอบที่จะอยู่รวมกันเป็นฝูงร่วมกับลูกและคู่ครองแท้ ๆ ของตัวเองด้วยความรักและความอบอุ่นที่สุด หมาป่ายอมปกป้องคู่รักด้วยชีวิต เมื่อเกิดเหตุการณ์อันตราย หมาป่าย่อมจะมอบทั้งความรักและชีวิตให้คู่ครองตัวเองโดยยอมต่อสู้กับสัตว์ที่มารุกล้ำถิ่น ต่อสู้กับสัตว์ที่จะเข้ามาทำร้ายคู่ครองและลูก ๆ ตัวเองอย่างเต็มที่เท่าที่ตัวเองจะสามารถทำได้จนลมหายใจสุดท้าย ยอมที่จะเสียสละความสุขและชีวิตตัวเองเพื่อผู้ที่มันรักได้ เรียกได้ว่าแม้จะบาดเจ็บแค่ไหนก็มีความสุขหากพวกเขาที่เป็นครอบครัวจะปลอดภัย ตายไปข้างก็ได้! ช่างเป็นความรักที่อ่านแล้วน้ำตาไหลจริง ๆ ลิงก์ที่เกี่ยวข้องกับ “ความรักของหมาป่า” Wolves Say “I Love You” with Face Bites and […]

How To ดูแลสุนัขไม่ให้เป็นฮีทสโตรกจากอากาศร้อน

How To ดูแลสุนัขไม่ให้เป็นฮีทสโตรกจากอากาศร้อน

ช่วงนี้อากาศเมืองไทยเราเรียกได้ว่าร้อนมาก ร้อนจนเราต้องไปรวมตัวกันอยู่ในห้องแอร์จนค่าไฟขึ้น ร้อนจนดื่มกาแฟหรือน้ำเต้าหู้ก็ต้องเป็นประเภทเย็นหมด ร้อนแบบปวดหัวไมเกรนแทบทนไม่ไหว ขนาดเราที่อยู่กับอากาศนี้มานานและมีภูมิคุ้มกันต่อสภาพอากาศที่ดียังทนไม่ไหวขนาดนี้ ยิ่งเปิดพัดลมยิ่งพัดเอาไอร้อนเข้ามาสู่หน้าแบบนี้ แล้วสุนัขของเราที่เลี้ยงไว้นอกบ้านล่ะพวกเขาจะอยู่กันได้อย่างไร แน่นอนคุณอาจคิดว่าสุนัขถูกเลี้ยงอยู่ข้างนอกมาโดยตลอด พวกเขาก็น่าจะสามารถทนต่ออากาศร้อนได้ แต่ความจริงไม่ใช่แค่เพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะอากาศร้อนจนกลายเป็น “ฮีทสโตรก” หรือโรคลมแดดที่เกิดจากอากาศรอบตัวร้อนจนทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงถึง 40 องศาจนอันตรายและเสียชีวิตได้ แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงอย่างแมวกับสุนัขก็สามารถเป็นฮีทสโครกได้เช่นกัน และอาจจะรุนแรงมากกว่าคนด้วย โดยเฉพาะสุนัขที่ถูกเลี้ยงอยู่นอกบ้านที่เราอาจจะเห็นแล้วว่าช่วงนี้พวกเขาหอบแรงกว่าปกติซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนที่คุณควรจะดูแลไม่ให้เกิดฮีทสโตรกได้ด้วยวิธีการเหล่านี้ เติมน้ำให้สุนัขกินตลอดเวลาเพื่อป้องกันฮีทสโตรก การเติมน้ำให้สุนัขในวันที่อากาศร้อนมากจะช่วยทำให้สุนัขที่กระหายน้ำมีน้ำดื่มกินตลอดเวลา และคลายจากอาการเวียนศีรษะ หายใจไม่ดีได้ด้วย เพราะช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัดจะเป็นช่วงเวลาที่สุนัขกินน้ำบ่อยและการกินน้ำแต่ละครั้งก็ทำให้ปริมาณน้ำหมดอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ คุณจึงต้องทำหน้าที่เติมน้ำให้แก่สุนัขตลอดเวลาและคอยดูว่าเมื่อไหร่บ้างที่น้ำใกล้จะหมด ในเบื้องต้นน้ำคือสิ่งที่ช่วยสร้างความเย็นสดชื่นให้แก่ร่างกายสุนัขได้ ป้องกันได้ในระดับหนึ่งจากฮีทสโตรกเลย ย้ายกรงสุนัขไว้ใต้ร่มไม้เพื่อป้องกันฮีทสโตรก ตามปกติแล้วผู้คนมักจะวางกรงสุนัขไว้ให้อยู่หน้าบ้านหรือบริเวณกลางแจ้งแบบ Open-Air ที่แดดส่องถึง แต่ในวันที่อากาศร้อนแบบนี้เราต้องดูแลป้องกันการเกิดฮีทสโตรกในสุนัขโดยการจัดเปลี่ยนตำแหน่งของกรงสุนัขที่วางไว้ให้ไปอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ๆ ก็จะช่วยให้คลายความร้อนจากอากาศลงได้มากกว่าการอยู่ภายใต้ร่มหลังคาอีก เพราะใบไม้จะมีพลังดูดซับความเย็นทำให้มีอากาศบริสุทธิ์ ช่วยทำให้สุนัขที่นอนหลับมีการพักผ่อนที่เต็มอิ่มและหายใจคล่องมากขึ้นอีกด้วย เน้นอาหารเย็น ๆ ให้สุนัขเพื่อป้องกันฮีทสโตรก ในเวลาที่อากาศร้อน ๆ สุนัขควรจะได้กินอาหารที่เย็นแล้ว ไม่ควรให้อาหารที่เพิ่งเสร็จจากการหุงต้มหรือเป็นประเภทซุปอุ่น ๆ นักเพราะสุนัขจะไม่แฮปปี้เท่าไหร่เวลาที่อากาศร้อน อีกทั้งยังทำให้ไม่ค่อยสบายตัวอีกด้วย จึงควรรอให้อาหารเย็นและอุ่นน้อยลงก่อนจึงให้เขา นอกจากนี้อาจจะมีของหวานให้สุนัขด้วยอย่างพวกผลไม้หรือขนมหวานก็จะดีมาก สามารถป้องกันฮีทสโตรกได้จากพลังงานรสหวานนี่เอง รูปภาพประกอบ รูปภาพที่ 1 : https://www.sanook.com/ รูปภาพที่ 2 : […]

“Markhor” แพะป่าปากีสถานดึกดำบรรพ์สุดสง่างาม

“Markhor” แพะป่าปากีสถานดึกดำบรรพ์สุดสง่างาม

ในนิทานภาพหรือเรื่องเล่าที่เป็นแนวคลาสสิกพื้นเมือง เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวการอ้างอิงสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีเขายาวคดเคี้ยวงดงามดูคล้ายพวกละมั่ง แต่ลำตัวกลับมีรูปร่างอ้วนท้วม ขนยาวดุจแพะซึ่งใครต่อใครพอได้ยินก็ย่อมรู้สึกได้ถึงความสง่างามและความน่าแปลกใจในลักษณะของมันที่ไม่มีสัตว์เลือดอุ่นใดเหมือนได้ และที่มากไปกว่านั้นคงมีเพียงแค่บางคนที่จะรู้ว่าสัตว์ในนิทานชนิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าแต่มีตัวตนอยู่จริงในปากีสถานซึ่งพบได้ในปัจจุบันอีกด้วย แต่เพราะไม่ได้มีมากมายจึงทำให้หลาย ๆ คนที่ไม่ใช่ชาวพื้นเมืองอาจไม่เคยเห็นและคิดว่ามันมีปรากฏเป็นแค่ภาพในหนังสือเท่านั้น วันนี้เราจึงถือโอกาสมาแนะนำ “Markhor” แพะป่าปากีสถานดึกดำบรรพ์สุดสง่างามให้ทุกคนได้รู้จักกันในวันนี้ ซึ่งอาจทำให้คุณอยากไปเที่ยวและท่องสำรวจป่าเขาปากีสถานมากขึ้นก็ได้ ทำความรู้จักกับ “Markhor” “Markhor” เป็นแพะป่าขนาดใหญ่สายพันธุ์ Capra ที่กระจายพันธุ์อยู่ทางเอเชียกลางและตามแนวเทือกเขาหิมาลัยที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้กับอากาศที่หนาวเย็น ซึ่งพบมากที่สุดในประเทศปากีสถานทำให้ Markhor กลายเป็นสัตว์ประจำชาติของปากีสถานที่มีชื่อเรียกปากต่อปากกันในหมู่ชาวพื้นเมืองว่า “แพะเขาสกรู” อันมาจากลักษณะเขาของมันที่ม้วนงอขดตัวกันยาว 160 เซนติเมตรและสูงมากถึง 25 เซนติเมตรเป็นความโดดเด่นที่ไม่มีใครเหมือน โดยตัวผู้จะมีขนสีน้ำตาลอ่อนจนถึงสีดำ แต่หากเป็นตัวเมียจะมีขนเป็นสีน้ำตาลแดงและมีข้อเสียในด้านกลิ่นตัวที่ค่อนข้างรุนแรงมาก แต่ข้อดีคือ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เขาหิมาลัยและใกล้ป่าที่ Markhor อยู่จะสามารถรู้ถึงสัญญาณอันตรายหรือภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพวกเขาได้ใยไม่ช้าผ่านเสียงร้องของ Markhor ที่ดังก้องไปทั่วป่าทั่วเขาสนั่น การดำรงชีวิตของ “Markhor” “Markhor” มักอาศัยอยู่ในป่าดงดิบที่มีอากาศชื้นและเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่หลัก ๆ อย่างต้นโอ๊กและต้นสน โดยจะออกหากินในช่วงเวลาตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงบ่ายแก่ ๆ ก่อนจะกลับที่อยู่อาศัย ซึ่งพวกมันมีการกินอาหารที่หลากหลายเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลเพื่อให้ร่างกายปรับตัวกับอาหารธรรมชาติตามฤดูกาลได้โดยไม่มีผลเสียใด ๆ และจะผสมพันธุ์กันเมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาวโดยตัวผู้จะต้องผ่านการทดสอบการเป็นผู้แข็งแกร่งที่เหมาะสมกับตัวเมียที่ตนเลือกโดยการพุ่งเขาชนกันและล็อคตัวซึ่งหากฝ่ายใดถูกผลักจนกระเด็นก็จะเป็นฝ่ายแพ้และต้องหาคู่ผสมพันธุ์ใหม่ ซึ่งมันจะคลอดลูกออกมาในจำนวนน้อยกว่าสัตว์อื่นมาก อาหารสุดโปรดของ “Markhor” “Markhor” มีอาหารสุดโปรดที่พวกมันชื่นชอบมาก ได้แก่ หญ้า ใบไม้ […]

“Man-O-War” สัตว์ทะเลแอตแลนติกที่เหมือนของเล่นเด็กสดใส

“Man-O-War” สัตว์ทะเลแอตแลนติกที่เหมือนของเล่นเด็กสดใส

หากจะกล่าวถึงสัตว์ทะเลลึกลับสำหรับเราที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน แต่สำหรับในต่างประเทศมีออกหลายคนที่รู้จักกัน หนึ่งในนั้นที่เราพูดถึงกันไม่ได้ย่อมเป็น “Man-O-War” สัตว์ทะเลแอตแลนติกที่มีรูปร่างสุดแปลกจนอาจทำให้เด็ก ๆ หรือผู้ใหญ่ที่มาเที่ยวเล่นตามชายหาดมองแล้วคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ของเล่นสีสันสดใสชนิดหนึ่งที่มีคนลืมไว้บนผืนทรายที่มาทำกิจกรรมกันเท่าไหร่ แต่หากดูดี ๆ แล้วก็จะรู้ว่าเจ้านี่มันขยับได้และเป็นสัตว์ทะเลที่ใคร ๆ ก็มองว่าสวยงามเป็นสีสันให้แก่ชายหาดมานมนาน คล้าย ๆ กับปูลมของเมืองไทยเรานี่เอง แต่เจ้า Man-O-War กลับมีตัวที่ใหญ่และเห็นได้ชัดเจนโดดเด่นมาก ซึ่งหากคุณอยากรู้ว่าเรื่องราวของมันจะน่าสนใจแค่ไหนแล้วล่ะก็มาอ่านกันในบทความนี้ได้เลย เพราะเวลานี้ทุกคนคงตั้งคำถามหลายคำถามแล้วว่ามันเป็นสัตว์ทะเลแต่ทำไมอยู่บนฝั่งได้? แล้วมีอันตรายหรือไม่? มาเจาะลึกเรื่องของ Man-O-War ไปพร้อม ๆ กันเลย ทำความรู้จักกับ “Man-O-War” “Man-O-War” หรือชื่อเต็มคือ “Portuguese man-of-war” เป็นแมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกสที่อยู่ในไฟลัมไนดาเรีย ในชั้นไฮโดรซัว ซึ่งมีคุณสมบัติในการใช้ชีวิตที่ไม่จัดอยู่ในเผ่าพันธุ์ของแมงกะพรุนอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยลำตัวที่มีความใสและเป็นสีสวยหลากหลายเรืองแสงและมีหนวด คนพื้นเมืองจึงเรียกง่าย ๆ ว่า “แมงกะพรุน” โดยลักษณะเด่นของ Man-O-War จะอยู่ที่รูปร่างลำตัวใสของมันที่มีลักษณะคล้ายหมวกของทหารเรือชาวโปรตุเกสในยุคศตวรรษที่ 18 บ้างก็ว่าเหมือนเรือรบของโปรตุเกสในยุคล่าอาณานิคมที่ชื่อว่า “”Man-of-war”  โดยทั่วไปเราจะพบ Man-O-War ได้ 2 สี ได้แก่ สีฟ้ากับสีม่วงขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของแต่ละตัว พบได้มากสุดในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ซึ่งปกติจะอยู่ในน้ำลึก […]

“Chromodoris Willani” ทากทะเลต้นกำเนิดโปเกมอนชื่อ “ลาพลัซ”

“Chromodoris Willani” ทากทะเลต้นกำเนิดโปเกมอนชื่อ “ลาพลัซ”

โอ๊ะ! นั่นมัน “ลาพลัซ”นี่นา พวกเราไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม มีโปเกมอนน้ำอยู่ในโลกแห่งความจริงด้วยหรือเนี่ย ใครจะไปคิดว่าจะเจอลาพลัซตัวเป็น ๆ มันไม่ใช่แค่เพียงเรื่องเล่า แบบนี้ต้องหาโปเกบอลมาจับเสียแล้ว ว่าแต่ทำไมมันถึงตัวเล็กจัง ปกติที่เห็นในการ์ตูนโปเกมอนมันต้องใหญ่กว่านี้นี่นา ข้อสงสัยนี้เราจะมาบอกกันในวันนี้ล่ะว่าแท้จริงแล้วเจ้าสัตว์ทะเลที่คุณเห็นอยู่ มนุษย์เราเรียกมันว่า “Chromodoris Willani” (ชื่อยาวมาก) ไม่ได้ชื่อโปเกมอนลาพลัซแบบในการ์ตูนจริง ๆ หรอก แล้วหากถามว่าเจ้าโปเกมอนตัวนี้มันหลุดออกมาจากโลกการ์ตูนได้อย่างไรก็ต้องเปลี่ยนมุมมองคุณว่า เจ้า Chromodoris Willani มีชีวิตจริงอยู่ในทะเลของโลกเรามานมนานแล้ว และการ์ตูนโปเกมอนก็ได้รู้จักกับสัตว์ชนิดนี้จึงนำมันมาเป็นต้นแบบก่อกำเนิดโปเกมอนลาพลัซนี่เอง! แค่เห็นตัวก็อยากรู้ถึงที่มาที่ไปของเจ้า Chromodoris Willani แล้ว งั้นตามไปอ่านกันเลยดีกว่า ทำความรู้จักกับ “Chromodoris Willani” “Chromodoris Willani” เป็นสัตว์น้ำประเภททากทะเลในวงศ์ Chromodorididae พบได้มากในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ตั้งแต่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ไปจนถึงวานู อาตู ซึ่งทากทะเล Chromodoris Willani ก็มีความสวยงามโดดเด่นของลำตัวแบนที่เป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงินซีด ลายดำยาวตรงกลาง และมีแถบข้างลำตัวเป็นสีขาว เวลาว่ายน้ำก็มักจะพลิ้วไหวเหมือนใบไม้น่ารักน่ามองมาก นอกจากนี้บริเวณศีรษะของมันยังมีหูยาวออกมาสองข้างและบริเวณส่วนท้ายของตัวก็มีขนยาวฟูเช่นเดียวกันซึ่งเคยมีข่าวลงว่าไทยเราพบกระต่ายน้ำสีขาวสวยซึ่งมันก็คือ ทากทะเล Chromodoris Willani อีกชนิดหนึ่งเหมือนกัน แต่สำหรับสายโปเกมอนจะให้ความสนใจกับทากทะเลสีฟ้าเป็นหลักมากกว่า เพราะไม่ได้มีแพร่หลายเหมือนสีขาว การดำรงชีวิตของ […]

“Grizzly Bear” หมีพูห์ในโลกแห่งความจริงก็มีนะ!

“Grizzly Bear” หมีพูห์ในโลกแห่งความจริงก็มีนะ!

ในวัยเด็กคุณรู้สึกชื่นชอบกับตัวการ์ตูนสัตว์ใดมากที่สุด แน่นอนว่าคงมีคนไม่น้อยที่บอกว่าตัวเองชอบหมีพูห์อยู่แล้ว เพราะเขาเป็นหมีที่มีความน่ารัก ดูไร้เดียงสา แต่ก็มีความเฟรนด์ลี่ เข้าใจคนอื่น มีมิตรภาพที่ดีต่อสัตว์ด้วยกันทุกตัวและยังรวมถึงความเป็นเพื่อนกับมนุษย์ด้วย ใครที่เป็นสายชอบหมีตัวสีน้ำตาลใส่เสื้อสีแดงในความทรงจำแล้วล่ะก็เราอยากให้คุณได้มีโอกาสมาอ่านบทความนี้แล้วลองถามกับตัวเองดูอีกครั้งว่า “คุณคิดว่า หมีพูห์ไม่มีตัวตนจริงอยู่ในโลกใบนี้จริงหรือ?” แล้วพวก “ป่าร้อยเอเคอร์”ล่ะมีอยู่จริงหรือเปล่า? คำตอบของคำถามทั้งหมดคุณจะได้ประจักษ์อย่างแท้จริงทันทีที่ได้รับรู้เรื่องราวของ “Grizzly Bear” หมีน่ารักแห่งทวีปอเมริกาเหนือที่เราจะนำมาบอกเล่ากัน ซึ่งยิ่งอ่านคุณอาจจะยิ่งมองเห็นว่าไม่แน่มันอาจจะเป็นแรบันดาบใจที่ทำให้เกิดตัวละครในความทรงจำวัยเด็กของใครหลายคนทั่วโลกอย่าง “หมีพูห์”ก็เป็นได้ ทำความรู้จักกับ “Grizzly Bear” “Grizzly Bear” เป็นหมีกินเนื้อที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางแถบทวีปอเมริกาเหนือและอะลาสกา จัดอยู่ในกลุ่มของหมีสีน้ำตาลซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีน้ำหนักได้ถึง 180-980 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน สามารถยืนด้วยสองขาได้ หนึ่งในความโดดเด่นคือ Grizzly Bear มีส่วนของอวัยวะจมูกและปากที่ยื่นแหลมออกมา และมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงบริเวณระหว่างหัวไหล่ของขาหน้าทั้ง 2 ข้าง ที่ปูดเป็นหนอกขึ้นมาทำให้แขนกับขามีความป้อมแตกต่างกับหมีชนิดอื่น อีกทั้งยังชอบอยู่ตามทุ่งหญ้าและป่าร่มรื่นที่ไม่ลึกเหมือนหมีพูห์เลย นอกจากนี้ความสามารถพิเศษของ Grizzly Bear คือ การที่มันสามารถวิ่งได้เร็วมากถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเล็บยาวของมันก็ทำให้หมีชนิดนี้มีพลังในการตะปบหรือขูดสิ่งต่าง ๆ ได้ดีด้วย การดำรงชีวิตของ “Grizzly Bear” “Grizzly […]

“Frogfish” ปลากบนักล่าแห่งท้องทะเล

“Frogfish” ปลากบนักล่าแห่งท้องทะเล

แค่เห็นชื่อปลาในหัวข้อที่ว่า “Frogfish” ใครต่อใครก็อาจจะคิดว่าเจ้าปลาชนิดนี้คือตัวเดียวกับปลาตีนที่เราเห็นตามป่าชายเลนหรือน้ำกร่อยใช่หรือไม่? ซึ่งก็อาจจะถูกแค่บางส่วนเพราะปลา Frogfish สามารถมีครีบที่เดินได้ตามพื้นดินใต้ท้องทะเลจริงแบบปลามีครีบเดินได้หรือปลาตีน เพียงแต่ว่ามันสามารถอยู่ได้แค่ในน้ำลึกและไม่สามารถอยู่ในน้ำตื้นหรือน้ำกร่อยได้ ไม่เช่นนั้นสุขภาพของมันก็อาจจะไม่แข็งแรงเท่าที่ควรด้วยภูมิคุ้มกันที่ไม่มากพอเท่าไหร่ นอกจากนี้ลักษณะตัวของเจ้าปลา Frogfish ก็ยังมีความน่าสนใจในสีสันและลำตัวที่มากกว่าพวกปลาตีนอื่นซึ่งเรามักจะเห็นลำตัวเรียวเล็ก ออกสีดำหรือสีเทาเป็นหลัก แต่สำหรับเจ้าปลากบเมื่อเราเห็นก็อาจจะตกใจในทีแรกเพราะนึกว่าเป็นปลาปักเป้าทำให้แอบกลัวแต่พอรู้ว่าไม่ใช่ก็ย่อมจะอยากเข้าไปเช็กอินกับน้องปลาสวย ๆ ชนิดนี้มากเลย เรามารู้จักกับน้องปลาสวยที่เดินได้อย่างน้องปลากบให้มากขึ้นกันดีกว่าก่อนวางแพลนไปเจอตัวจริงที่ทะเล ทำความรู้จักกับ “Frogfish” “Frogfish” หรือ “ปลากบ” เป็นปลาขนาดเล็กในตระกูล Batrachoididae ที่มีครีบหลายครีบลักษณะแฉก ๆ ดูโดดเด่นสวยงามซึ่งลวดลายมักจะเป็นสีดำและมีลำตัวเป็นสีพื้นอ่อน ๆ ในโทนอุ่นอย่างสีน้ำตาลอ่อน สีเนื้อ สีส้ม หรือสีเหลืองสามารถเปลี่ยนสีได้เมื่อนานไป ลำตัวอวบอ้วนและมักมีใบหน้าที่ดูมึน ๆ แต่เห็นอย่างนี้มันกลับเป็นปลาทะเลที่มีความแข็งแรงมากและใช้สีกับหนามที่เอาออกมาบริเวณลำตัวในการพรางเข้ากับธรรมชาติต่าง ๆ ในใต้ท้องทะเลได้เนียนมากด้วย ซึ่งเราสามารถพบปลา Frogfish ได้ในมหาสมุทร ทะเลเขตร้อน และกึ่งเขตร้อนเกือบทั้งหมดทั่วโลก ยกเว้นในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเท่านั้นที่ไม่มี การดำรงชีวิตของ “Frogfish” “Frogfish” มักอาศัยอยู่ตามพื้นมหาสมุทรรอบ ๆ แนวปะการังหรือโขดหินที่ความลึกสูงสุด 100 เมตรซึ่งไม่ห่างจากชายฝั่งมากทำให้เราสามารถพบเห็นมันเมื่อไปทำกิจกรรมดำน้ำลึกได้ และมักซ่อนตัวอยู่ตามปากกองหินแนวปะการังและพรางตัวอยู่ตามดอกไม้ทะเลโดยการผุดหนามขนาดยาวที่มีในตัวออกมาพรางให้สัตว์น้ำหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ คิดว่ามันไม่ใช่ปลาในการปกป้องตัวมันจากนักล่าที่มันไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากซ่อนและปิดบังตัวตนเท่านั้นซึ่งนั่นหมายถึงความตาย และอีกกรณีก็เพื่อล่อให้เหยื่อว่ายมาติดกับดักใกล้ […]

“Cystisoma” เหล่าสัตว์น้ำขนาดจิ๋วราวเครือญาติกุ้งตัวใสสุดแปลก

“Cystisoma” เหล่าสัตว์น้ำขนาดจิ๋วราวเครือญาติกุ้งตัวใสสุดแปลก

ใต้ทะเลยังมีสิ่งลี้ลับให้เราได้ค้นหาอีกเยอะ มีทั้งสัตว์ทะเลที่ลำตัวแปลก สัตว์ทะเลสีสันสดใสราวกับการ์ตูนที่ไม่คิดว่าในโลกของเราจะมีจริง หรือแม้แต่สัตว์ที่มีลำตัวใสล่องลอยอยู่ในน้ำลึกจนหลายคนคิดว่าเป็นวิญญาณ! ก็ยังมีนะจะบอกให้ ซึ่งก่อนหน้านี้เราเคยพูดถึงปลาที่มีลำตัวใสจนเห็นก้างมาแล้ว ในวันนี้เองก็ยังมีสัตว์ตัวใสที่แปลกกว่าปลาที่เคยมาแนะนำอีกนะ และไม่ได้มีน้อยด้วยในทะเล แต่มันมีมากกว่าที่คุณคิดจนต้องเรียกโดยรวมว่า “พวกสัตว์น้ำประเภท Cystisoma” ซึ่งมีลักษณะคล้ายกุ้ง กั้ง ปูที่เราเห็นตามทะเลในชีวิตประจำวันมากจนอาจทำให้คิดว่าหากไม่เป็นวิญญาณสัตว์ทะเลก็ต้องเป็นกุ้ง กั้ง ปูสายพันธุ์ใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจแน่นอน ซึ่งความจริงแล้วมันมีความแตกต่างกันมาก แต่จะแตกต่างกันอย่างไร? แล้วทำไมเราถึงไม่ค่อยพบกับพวกสัตว์ใส ๆ อย่าง Cystisoma ออกมาให้เห็นเลย? มันมีชีวิตอย่างไรกันแน่? เราจะมาอธิบายกัน ทำความรู้จักกับ “Cystisoma” “Cystisoma” เป็นสัตว์น้ำขนาดเล็กมากแอมฟิพอดในกลุ่ม Hyperid ซึ่งจัดอยู่ในสัตว์กุ้ง กั้ง ปู แต่มันก็ไม่ถือว่าเป็นชนิดเดียวกับสัตว์ทั้งสามชนิดเพราะมีคุณสมบัติและลักษณะตัวที่หากมองดูใกล้ ๆ จะเห็นถึงความแตกต่างของลำตัวที่นอกจากจะโปร่งแสงเมื่ออยู่ในน้ำลึกจนกลายเป็นสัตว์ตัวใสได้แล้วก็ยังมีดวงตาลักษณะยาวใหญ่โตมากถึง 1 ใน 3 ของความยาวลำตัวพวกมันที่ขนาด 7 นิ้วด้วย ไม่ได้ตากลมเหมือนกุ้ง กั้ง และปู และยิ่งมืดเราก็ยิ่งเห็นเซลล์รวมถึงตาที่อยู่ภายในร่างกายพวก Cystisoma ที่เปล่งแสงประกายสีแดงส้มออกมาได้ชัดเจนยิ่งขึ้นทำให้ดูเหมือนสัตว์วิเศษที่ค้นพบได้ยากภายใต้ระดับความลึก 2,500 เมตรของมหาสมุทรทุกแห่งบนโลกของเรา การดำรงชีวิตของ “Cystisoma” “Cystisoma” มักอาศัยอยู่ในส่วนที่มืดของมหาสมุทร โดยเวลาที่ออกมาหาอาหาร […]

“หนอนมองโกเลีย” กรดเดือดมรณะ ไส้เดือนยักษ์สุดอันตราย

“หนอนมองโกเลีย” กรดเดือดมรณะ ไส้เดือนยักษ์สุดอันตราย

หากคุณเคยดูภาพยนตร์แนวผจญภัยเอาชีวิตรอดแบบแฟนตาซีในป่าหรือในโลกยุคดึกดำบรรพ์ก็คงจะมีภาพคุ้นตากับเจ้าหนอนยักษ์ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนงูอนาคอนดา แต่ไม่มีตา มีแต่ปากที่อ้าแล้วเห็นฟันแหลมคมอยู่ทั่วทุกพื้นที่ด้านนอกซึ่งมองแล้วน่าขนลุกจนตัวเอกของเราต้องวิ่งหนีไม่ให้มันเลื้อยตามมาเขมือบทันได้ คุณอาจจะหัวเราะและมองว่ามันเป็นแค่เรื่องราวหลอกเด็กให้โลกเราดูมีความน่าตื่นเต้นไปวัน ๆ แต่ในความจริงแล้วรู้หรือไม่ว่าเรื่องที่คุณกำลังตลกอยู่นั้นมันคือเรื่องจริง หนอนยักษ์ที่มีแต่ปากกับฟันมากมายที่สามารถฆ่าเหยื่อไม่ให้เหลือซากมีจริงในโลกของเรา! มันถูกเรียกว่า “หนอนมองโกเลีย” แม้ตัวมันจริง ๆ จะไม่ได้ใหญ่ยักษ์เหมือนในภาพยนตร์และมนุษย์ก็ตัวใหญ่กว่ามันเสียอีก แต่สำหรับสัตว์อื่นแล้ว มันก็ยังน่ากลัวและตัวใหญ่จนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เจ้าหนอนนี้อยู่ดี เรื่องราวของเจ้าหนอนมองโกเลียตัวจริงกับหนอนมองโกเลียในภายนตร์จะน่าค้นหาแตกต่างกันอย่างไรมาอ่านกันเลย ทำความรู้จักกับ “หนอนมองโกเลีย” “หนอนมองโกเลีย” หรือชื่อเรียกสุดน่ากลัวที่ชาวถิ่นเรียกกันส่วนใหญ่ว่า “Mongolian Death Worm” บ้างก็เรียกว่า ” Allghoi ” เป็นหนอนที่มีลักษณะหัวเหมือนตะขาบ มีหนวด ไร้ตา ส่วนหัวใหญ่มีแต่ปากที่อ้าเป็นวงกลมเห็นฟันแหลมคมเล็ก ๆ ที่พร้อมเขมือบสิ่งมีชีวิตที่เล็กกว่ามันได้ทุกวินาที อีกทั้งด้วยลำตัวสีแดงที่ยาว 0.6 – 1.5 เมตร และร่างกายแข็งแรงทำให้มันสามารถเลื้อยไล่ล่าสัตว์ได้อย่างรวดเร็วไม่ต่างจากงู ในอดีตมีชาวบ้านในแถบทะเลทรายโกบีที่พบเห็นมันและเล่าขานถึงลักษณะที่น่ากลัวจนหนอนมองโกเลียถูกนำไปจัดอยู่ในหมวดหมู่สัตว์ประหลาดในตำนาน การดำรงชีวิตของ “หนอนมองโกเลีย” “หนอนมองโกเลีย” มักชอบอยู่อาศัยใต้ผืนทะเลทรายเพื่อซ่อนและอำพรางตัวจากสัตว์ที่ใหญ่กว่าและเป็นนักพุ่งจู่โจมจากใต้ดินแบบเงียบ ๆ น่ากลัวและฉลาดใช่ย่อย โดยหนอนมองโกเลียมีความสามารถพิเศษในการพ่นพิษกรดกำมะถันสีเหลืองและกระแสไฟฟ้าใส่เหยื่อผ่านปากทำให้เหยื่อแสบร้อนและชาไร้เรี่ยวแรงจนหมดลมหายใจในที่สุดทันทีที่กระโจนขึ้นมาจากใต้ผืนทรายก่อนจะกัดกินเหยื่ออย่างรวดเร็ว แต่หากสัตว์เลือดอุ่นที่มีขนาดใหญ่เดินตามแถบที่อยู่อาศัยบางครั้งพวกมันก็จะทำตัวคล้ายปรสิตโดยการเข้าไปอาศัยอยู่ในลำไส้ของพวกวัวควาย และฤดูที่พวกมันมักจะออกมาให้เห็นกันมากจะเป็นฤดูฝน แต่ปัจจุบันก็ยังไม่เคยมีใครได้เห็นหนอนมองโกเลียเต็มตาเสียที ถือเป็นสัตว์หายากมากในปัจจุบัน อาหารสุดโปรดของ “หนอนมองโกเลีย” “หนอนมองโกเลีย” มีอาหารสุดโปรดที่พวกมันชอบกันมาก คือ […]

“หนอนผีเสื้อ Calleta Silkmoth” สัตว์สวยมีหนามแห่งอเมริกา

“หนอนผีเสื้อ Calleta Silkmoth” สัตว์สวยมีหนามแห่งอเมริกา

กลับมาพบกับช่วงเวลาอันแสนพิเศษของหนอนที่มีความสวยน่ารักอีกแล้วสำหรับวันนี้เราก็ได้ถือโอกาสมาแนะนำหนอนของทวีปอเมริกาที่แม้จะไม่ใช่หนอนที่สวยที่สุด แต่ก็มีคุณสมบัติพิเศษมากมายบนลำตัวที่น่าดึงดูดใจชวนให้อยากมองอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งหนอนผีเสื้อที่เราจะมาแนะนำนี้ก็คือ  “หนอนผีเสื้อ Calleta Silkmoth” ที่เป็นหนอนผีเสื้อสวยอยู่ในประเภทของมอดสีรุ้งที่มีความงดงามมากที่สุดอีกสายพันธุ์หนึ่งในอเมริกาด้วย ซึ่งบทความก่อนเราก็ได้มาแนะนำหนอนผีเสื้อสวย ๆ ไปแล้ว เลยถือโอกาสแนะนำตัวอ่อนผีเสื้อบ้างดีกว่า เพราะผีเสื้อพันธุ์นี้แค่ตอนที่เป็นหนอนก็ฉายแววความสวยมาตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งจะเป็นความงดงามในลักษณะใดแล้วน่ารู้จักกับชีวิตตอนเป็นหนอนผีเสื้อของ  Calleta Silkmoth แค่ไหนก็ต้องมาอ่านกันในบทความนี้เลยดีกว่า บางทีอาจจะทำให้การมาเที่ยวป่าทางแถบอเมริกาของคุณน่าตื่นเต้นกว่าที่คิดไว้มากเลยก็ได้ ทำความรู้จักกับ “หนอนผีเสื้อ Calleta Silkmoth” “หนอนผีเสื้อ Calleta Silkmoth” เป็นหนอนตัวเล็ก ๆ ที่โตมาจะกลายเป็นผีเสื้อกลางคืน Calleta Silkmoth ลำตัวป้อมมีหลากหลายสีตั้งแต่สีเหลือง สีเขียว สีเนื้อ และมีสองสีตัดกับลายของมันที่เป็นสีดำ มีหนามอ่อน ๆ ตามลำตัวทั่วทำให้หากคนไทยอย่างเรามองแล้วอาจตกใจคิดว่าเป็นตัวบุ้งได้ เพียงแค่มันจะมีความโดดเด่นของตัวที่นูนโป่งเป็นจุดสีสันเข้มตัดกับสีตัวบริเวณที่ขนหนามอ่อนโผล่ทำให้คล้ายกับสัตว์ตัวปล้องน่าสนใจและสวยงามมาก คุณสามารถพบมันได้ทางแถบตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกา การดำรงชีวิตของ “หนอนผีเสื้อ Calleta Silkmoth” “หนอนผีเสื้อ Calleta Silkmoth” มักจะชอบอาศัยอยู่ตามก้านใบไม้สีเขียวและใบไม้ใหญ่ที่ใบเฉียงเพราะจะทำให้มันสามารถพรางตัวจากนักล่าได้เป็นอย่างดี บางครั้งคุณอาจจะเจอมันอยู่ตามบ้านของคุณก็ได้หากบ้านของคุณอยู่ในตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกาตามชานเมืองขนาดเล็กที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งน้ำและป่าไม้ที่มีอากาศบริสุทธิ์ มันเลือกที่จะอพยพมาอยู่ใกล้คนหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ดีกว่าการที่จะอยู่ในจุดที่ป่าไม้น้อยและต้องเจอกับแมลงนักล่า อาหารสุดโปรดของ “หนอนผีเสื้อ Calleta Silkmoth” “หนอนผีเสื้อ Calleta […]

“หนอนบรูดแซคแถบเขียว” ปรสิตผู้สิงสู่หอยทาก

“หนอนบรูดแซคแถบเขียว” ปรสิตผู้สิงสู่หอยทาก

คุณอาจจะเคยเห็นซอมบี้ในร่างมนุษย์มาแล้วหลายต่อหลายครั้งทั้งในชีวิตจริงที่เกิดจากยาซอมบี้ซึ่งทำให้คนที่ได้รับไม่มีสติและเกิดความคลั่งกับในหนังต่างประเทศมากมายที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสจนแม้แต่คนที่รักก็ยังถูกกัดจนกลายเป็นซอมบี้ได้ แต่สำหรับในวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูซอมบี้ในร่างของสัตว์กันบ้างซึ่งในชีวิตจริงบอกเลยว่าน่าระทึกไม่แพ้ในหนังที่ดู แถมยังมีความน่าพิศวงด้วย เพราะสัตว์ซอมบี้ที่กำลังเป็นที่น่าจับตามองอยู่ตอนนี้ก็คือ “หนอนบรูดแซคแถบเขียว” สัตว์ที่ได้ชื่อว่าเป็นปรสิตสุดลึกลับที่เข้ามาสิงสู่หอยทากธรรมดาที่ทำให้ไม่ต่างจากผีดิบนั่นเอง แต่เจ้าสัตว์ซอมบี้ตัวนี้จะมีความน่าพิศวงให้เราได้ค้นหาอย่างไรบ้าง แล้วมันมีที่มาที่ไปกับความเป็นอยู่อย่างไร อันตรายต่อเราหรือไม่มาอ่านกันในบทความนี้ได้เลย! ทำความรู้จักกับ “หนอนบรูดแซคแถบเขียว” “หนอนบรูดแซคแถบเขียว” หรือ “The Green-Banded Broodsac” เป็นหนอนตัวแบนท้องถิ่นของทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือชนิดหนึ่ง มักจะอยู่ตามป่าเขาและไร่สวนอากาศหนาวเย็น มีใสออกสีน้ำตาลอ่อน ๆ และบริเวณศีรษะจะเป็นสีเขียวใบไม้อ่อน โดยปกติหนอนบรูดแซคแถบเขียวอาศัยอยู่ภายในทางเดินอาหารของนก คอยดูดซับสารอาหารของนกอยู่อย่างเงียบเชียบในแบบที่อีกฝ่ายได้ประโยชน์ – อีกฝ่ายเสียประโยชน์ แต่มันก็ต้องการสารอาหารแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และสำหรับคนมันก็ไม่ทำร้ายใครใด ๆ ด้วยถือเป็นนักล่าที่มันเองก็หวาดกลัว แต่กับหอยทากทั่วไป มันก็ไม่ต่างกับมัจจุราชที่ทำให้เหยื่อหลงกลกินไข่ของมันก่อนจะทำการปล่อยลงมาพร้อมมูลนกจนชีวิตเข้าหาความตายในที่สุดเมื่อไข่ของหนอนบรูดแซคแถบเขียวฟักตัวในท้องและได้เข้าไปมีผลต่ออวัยวะกับเซลล์ต่าง ๆ ของทากตัวนั้นที่เปลี่ยนไปจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของทากไปเลย การดำรงชีวิตของ “หนอนบรูดแซคแถบเขียว” “หนอนบรูดแซคแถบเขียว” เมื่อลูกหนอนบรูดแซคแถบเขียวออกมาจากไข่ก็จะเติบโตและกลายเป็นส่วนหนึ่งของทากอย่างสมบูรณ์จนเรียกได้ว่าทำให้มุมมองกับการดำรงชีวิตของทากเปลี่ยนไป มีแต่ตัว ทว่าใจและจิตสำนึกเป็นของหนอนตัวนี้ไปเสียแล้ว อย่างที่เราสังเกตได้ง่าย ๆ ว่า ทากส่วนใหญ่มักจะหลบซ่อนตัวจากสิ่งมีชีวิตและอยู่ในที่อับชื้น หากแต่เมื่อใดที่คุณเห็นมันอยู่บนยอดกิ่งไม้และเผชิญหน้ากับแสงแดดได้นั่นหมายความว่า ทากตัวนั้นถูกหนอนบรูดแซคแถบเขียวสิงสู่แล้วเป็นที่เรียบร้อย เพราะหนอนบรูดแซคแถบเขียวจะทำให้ทากสูญเสียการรับแสงไปและมีลำตัวที่อ้วนหนามากกว่าทากปกติจึงต้องการแสงแดดกลางแจ้งมาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเก่งกาจ ตรงกันข้ามก็ไม่แตกต่างจากกรรมที่มันทำไว้กับทากเจ้าของร่างที่มันอาจได้ใช้ร่างผู้อื่นแล้วก็จริง แต่สุดท้ายเมื่อมีข้อจำกัดต้องใช้ชีวิตอยู่ในที่แจ้งส่วนใหญ่ร่างนั้นก็จะถูกนกโฉบไปกินเป็นอาหารจนจบวงจรชีวิตของทั้งเจ้าทากและหนอนบรูดแซคแถบเขียวอยู่ดี ทว่าแม้ตัวมันจะตาย แต่มันก็ยังมีการขยายพันธุ์หนอนบรูดแซคแถบเขียวตัวอื่น ๆ อยู่ในท้องของเจ้านกตัวนั้นได้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเรามักพบปรสิตตัวนี้อาศัยในท้องนกเยอะ และวนลูปวัฏจักรอาหารอยู่แบบนี้จนกว่าจะถึงวันโลกดับ […]

“อินทรีทะเลแอฟริกา” นกผู้สง่างามสืบทอดเชื้อสายโบราณ

“อินทรีทะเลแอฟริกา” นกผู้สง่างามสืบทอดเชื้อสายโบราณ

แม้ว่าโลกของเราจะมีนกอินทรีอยู่ทั่วไปในโลกจนแทบไม่เป็นที่น่าแปลกใจเวลามองเห็นเท่าไหร่ แต่ไม่ว่าใครเมื่อเห็นนกอินทรีตัวจริงก็ย่อมต้องเกิดอาการใจเต้นด้วยความตื่นเต้นกันไปหมดทุกครั้ง ด้วยนกอินทรีย์นั้นเป็นนกที่มีสีสันสวยงามของขนคอสีขาวและตัวกับปีกส่วนล่างที่เป็นสีน้ำตาลสวยงาม ดวงตาคมกริบราวกับกริชที่เงางาม และมีจงอยปากที่โค้งแหลมลงมาสวยงาม เวลากางปีกที่นี่ดูสง่างามราวกับเทพที่ปกครองโลกเหนือพื้นพิภพอย่างใดอย่างนั้นเลย ยิ่งเป็น “อินทรีทะเลแอฟริกา” ด้วยแล้วล่ะก็ถือเป็นต้นกำเนิดความงดงามของอินทรีในตำนานหรือนิทานพื้นบ้านหลายต่อหลายเรื่องที่เล่าขานกันมาซึ่งใครต่อใครก็นึกว่าอยู่ในแดนยุโรปแต่ที่จริงคือ “ทวีปแอฟริกา”นี่เอง เมื่อรู้เช่นนี้แล้ววันนี้ทำไมเราไม่ลองมารู้ลึกถึงเรื่องราวที่น่าค้นหาของอินทรีทะเลแอฟริกากันให้มากขึ้นล่ะ แล้วคุณจะรู้สึกว่าโลกของมันช่างยิ่งใหญ่สมกับที่ถูกเล่าขานจริง ทำความรู้จักกับ “อินทรีทะเลแอฟริกา” “อินทรีทะเลแอฟริกา” เป็นนกอินทรีในตระกูล Haliaeetus ที่จัดอยู่ในหนึ่งชนิดของอินทรีทะเลที่มีการกระจายพันธุ์ออกย่อยถึง 8 ชนิด ได้แก่ นกออก, อินทรีทะเลแซนฟอร์ด, อินทรีกินปลาแอฟริกา, อินทรีกินปลามาดากัสการ์, อินทรีทะเลหัวนวล, อินทรีหางขาว, อินทรีหัวขาว และอินทรีทะเลสเตลเลอร์ ซึ่งน้ำหนักของอินทรีทะเลแอฟริกาจะมีตั้งแต่ 2 กิโลกรัมจนถึง 3.6 กิโลกรัมเลย แต่ความพิเศษของอินทรีทะเลแอฟริกานั้นคือชาวโลกเชื่อว่า มันคือลูกหลานโดยตรงในเชื้อสายของอินทรีทะเลโบราณยุคดึกดำบรรพ์ที่มีวิถีชีวิตและลักษณะลำตัวพิเศษบางส่วนที่เหมือนกัน และมีความพิเศษของกรงเล็บที่ทรงพลังในการกำจัดเหยื่อที่มีผิวลื่นจนถึงเหยื่อที่มีน้ำหนักมากได้ ด้วยความกล้าหาญมันจึงกลายเป็นนกประจำชาติของนามิเบีย, แซมเบีย และซิมบับเวด้วย การดำรงชีวิตของ “อินทรีทะเลแอฟริกา” “อินทรีทะเลแอฟริกา” มักชอบใช้ชีวิตอยู่ตามต้นไม้บริเวณชายฝั่งทะเลที่สูงหรือตามแนวหินผาเพราะลักษณะนิสัยของอินทรีทะเลแอฟริกาจะชอบอยู่กับพื้นที่ลมเข้าได้ตลอดและช่วยให้มันรู้สึกมีพลังในการดำเนินชีวิตได้ดี แต่เมื่อใดที่หิว อินทรีทะเลแอฟริกาก็จะบินออกไปนอกชายฝั่งเหนือผืนทะเลและเมื่อสายตาอันยาวและว่องไวของมันเห็นปลาที่อยู่ใกล้ผิวน้ำก็จะบินดิ่งไปโฉบด้วยกรงเล็บอย่างรวดเร็วและจับกินทันที แต่หากเป็นปลาที่มีน้ำหนักมากก็จะพาขึ้นกลับไปยังชายฝั่งและเอาไว้บนต้นไม้ให้เหยื่อค่อย ๆ อ่อนแรงหนีแล้วจึงกินภายหลัง นอกจากนี้หากมันเห็นว่ามีนกตัวใดอยู่ใกล้เคียง อินทรีทะเลแอฟริกาก็สามารถบินไปไล่ล่าจับกินได้เช่นเดียวกัน อาหารสุดโปรดของ “อินทรีทะเลแอฟริกา” “อินทรีทะเลแอฟริกา” มีอาหารสุดโปรดที่พวกมันชื่นชอบ […]

“Royal Flycatcher” นกจิ๋วจับแมลงที่มีผมดุจราชินีผู้งดงาม

“Royal Flycatcher” นกจิ๋วจับแมลงที่มีผมดุจราชินีผู้งดงาม

เวลาที่คุณวางแพลนจะเดินไปชมโซนนกในสวนสัตว์ คุณคิดว่าจะเดินไปดูนกชนิดใดก่อนดี? แน่นอนว่าใคร ๆ ต่างก็ต้องบอกเหมือนกันว่า “ฉันจะเดินไปดูนกยูง” นั่นก็เพราะหากให้เทียบกับนกตัวอื่นที่แม้จะเป็นนกแปลกหรือนกจากต่างแดน แต่เราก็มักจะเห็นว่านกยูงคือราชินีของหมู่มวลนกทุกชนิดในสวนสัตว์กันแทบทุกแห่ง เวลาที่นกตัวนี้รำแพนหางกางออกมาก็จะดูสวยงามโดดเด่นราวกับมีใครเอาพัดที่แต่งแต้มไปด้วยลวดลายศิลปะมาไว้บนหางของมันเลย หากพูดถึงนกที่มีการรำแพนขนในส่วนของร่างกายที่สวยก็น่าจะมีแค่นกยูงเท่านั้น แต่ความจริงแล้วโลกของเรายังมีนกอีกหลายชนิดที่สามารถรำแพนขนตามส่วนเฉพาะของร่างกายได้งดงามมีเอกลักษณ์โดดเด่นแตกต่างกัน ไม่ใช่แค่เพียงนกยูงเท่านั้น ซึ่งวันนี้เราก็ถือโอกาสนำนกอีกชนิดหนึ่งที่มีขนส่วนของผมที่สวยงามไม่แพ้นกยูงเลยแม้จะตัวเล็กกว่าหลายเท่า คือ “นก Royal Flycatcher” ทำความรู้จักกับ “นก Royal Flycatcher” “นก Royal Flycatcher” เป็นนกจับแมลงสีน้ำตาลขนาดเล็กประมาณ 16 เซนติเมตร อยู่ในสกุลของ Onychorhynchus พบได้ในป่าดิบชื้นของทวีปอเมริกาใต้ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ทางเวเนซุเอลา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เปรู โบลิเวีย บราซิล กาอานา และซูรีนามซึ่งมีสภาพแวดล้อมธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีความโดดเด่นที่ทำให้นักเดินป่าต่างก็ต้องหลงใหล คือ ขนบนหัวที่แผ่ออกมาคล้ายหางนกยูงที่รำแพนกว้างใหญ่ลักษณะโค้งคล้ายพัดสีส้มแดงซึ่งอลังการมากหากเทียบกับขนาดตัวมัน แต่บางตัวก็มีสีเหลืองสดใสตามแต่เพศของมันซึ่งอาจเรียกมันว่า “ผมที่แสนงดงาม”ก็ได้ ซึ่งนก Royal Flycatcher ก็ได้ใช้สีสันอันสดใสของขนรำแพนพิเศษในการดึงดูดเพศตรงข้ามในฤดูผสมพันธุ์ซึ่งจะมีการเข้าใกล้กันเป็นพิเศษ และชูมากกว่าฤดูกาลอื่น ทำให้ขนบนหัวที่โดดเด่นของมันถูกนำมาเป็นแนวคิดสร้างสรรค์ออกแบบศิลปะของเครื่องประดับแฟชั่นประดับศีรษะแบบไฮโซมากมายตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้ จนนก Royal Flycatcher ได้ฉายาว่า “นกราชินีแห่งแฟชั่น” การดำรงชีวิตของ […]

“Resplendent Quetzal” นกสวยที่ราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยายจีน

“Resplendent Quetzal” นกสวยที่ราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยายจีน

หากย้อนไปถึงสมัยก่อนที่จักรพรรดิจีนเรืองอำนาจมาก ผู้คนจากดินแดนใดก็ย่อมมีความเกรงกลัวต่อบารมีของจักรพรรดิจีนทุกพระองค์ที่แม้ว่าจะมีการรุกรานบ่อยครั้งก็ยังวางแผนได้ดีจนชนะมามากและยังเป็นนักปกครองที่ดีด้วย แต่แน่นอนว่ายิ่งจักรพรรดิทุกพระองค์มีพระราชกรณียกิจเยอะมากแค่ไหนก็ยิ่งทำให้รู้สึกไม่ต่างจากการอยู่ภายใต้การแบกรับความกดดันของหลายชีวิตที่ขึ้นอยู่กับตัวเองเพียงคนเดียวเช่นกัน กิจกรรมยางว่างของจักรพรรดิจีนโดยหลักจึงมีอยู่ 2 กิจกรรม คือ หากไม่นั่งจิบชาในสวนกับพระมเหสี พระสนม คนในราชวงศ์ หรือขุนนางที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับตัวเองก็มักจะไปชมนกที่เลี้ยงเสมอ เพราะเสียงของนกไม่ต่างจากเสียงดนตรีที่ทำให้ใจสบายและเหมือนมีเพื่อนที่ไม่มีพิษมีภัยอยู่ข้างกายตลอดเวลา จึงไม่แปลกที่ “นก”จะกลายเป็นสัตว์ที่ใคร ๆ ต่างก็ต้องการนำมาถวายแก่จักรพรรดิและนกแต่ละชนิดก็มักจะเป็นนกหายากสวยงามหรือมีราคาสูง ซึ่งหนึ่งในนกที่เราเคยเห็นกันตามในหนังจีนที่เกี่ยวกับราชวงศ์หรือในเทพนิยายจีนที่วาดกันออกมาก็มีนกตัวหนึ่งที่งดงามดุจฑูตจากสวรรค์ มีหางพลิ้วงามราวกับชายกระโปรงของหญิงสาวที่มีเสน่ห์ลึกลับด้วย คุณอาจคิดว่ามันไม่มีจริง แต่โลกเรานั้นกลับมีนกนี้จริง ๆ ทุกคนเรียกกันว่า “นก Resplendent Quetzal” ทำความรู้จักกับ “นก Resplendent Quetzal” “นก Resplendent Quetzal” เป็นนกขนาดเล็กในวงศ์โทรกอน อาศัยอยู่ตามป่าเขตร้อนบนเขาสูงตามแถบอเมริกากลางและเชียปัส ประเทศเม็กซิโก มีลักษณะลำตัวยาว 36 – 40 เซนติเมตร ขนของนกชนิดนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นสีเขียว แต่บางตัวก็ออกสีเขียวทอง สีน้ำเงิน สีม่วงก็มี และความโดดเด่นที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือขนหางของนก Resplendent Quetzal ยังมีความยาวมากถึง 86 เซนติเมตรเลยด้วยจึงมีความแปลกแหวกแนวจากนกชนิดอื่น ๆ จนไม่ใช่เพียงแค่ในตำนานจีนที่บอกเล่าภาพสวยของนกรูปร่างนี้ แต่ชาวกัวเตมาลายังยกย่องให้นก Resplendent Quetzal […]

“มดบูลด็อก” มดเลือดร้อนที่ล้มสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ได้เพียงแค่ไม่กี่นาที

“มดบูลด็อก” มดเลือดร้อนที่ล้มสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ได้เพียงแค่ไม่กี่นาที

“ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าย่อมได้เปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่า” คำคำนี้ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องใช้กับสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่กว่าสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเท่านั้น เพราะในโลกของเรานี้ยังมีคนหลายคนที่แม้จะตัวเล็กกว่าคนที่มีร่างใหญ่แต่หากเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้มาก็ยังสามารถล้มเขาได้ เช่นเดียวกันกับสัตว์ที่บางชนิดแม้จะตัวเล็กมากแต่ทักษะและคุณสมบัติที่ติดตัวมันมาบางทีอาจจะเป็นเพชฌฆาตที่สังหารสัตว์ขนาดใหญ่ได้เพียงไม่กี่นาทีเลย อย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งสัตว์ตัวเล็กที่แข็งแกร่งและอันตรายกับสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่จนน่าตกใจมากที่สุดอีกชนิดหนึ่งของโลกก็คือ “มดบูลด็อก” มดที่สามารถทำให้สิ่งมีชีวิตบาดเจ็บจนถึงแก่ความตายได้ภายในเวลาไม่นานเลย แม้จะตัวจิ๋วก็ตาม แค่ได้ยินแบบนี้ก็ขนลุกจนอยากรู้แล้วว่ามันมีความพิเศษอะไรที่ทำให้กลายเป็นเพชฌฆาตเงียบได้ ต้องมาอ่านกันในบทความนี้เลย ทำความรู้จักกับ “มดบูลด็อก” “มดบูลด็อก” เป็นมดสีน้ำตาลแดงเข้มดาร์ก ๆ บ้างก็มีสีน้ำตาลปนดำอยู่ในมดตระกูล Myrmecia มีขนาดตัวที่ใหญ่โต ตั้งแต่ 14 ถึง 23 มิลลิเมตร กระจายพันธุ์อยู่ในออสเตรเลีย พบมากสุดในรัฐทางตะวันออกของออสเตรเลียจำนวนมาก ความโดดเด่นภายนอกที่น่ากลัวของมัน คือ ขากรรไกรแข็งแรงที่มีความกว้างยาว กัดได้เจ็บปวดเกินบรรยายและเมื่อกัดใครแล้วมันก็จะใช้เหล็กในพุ่งเข้าจู่โจมเนื้อของผู้นั้นอย่างรวดเร็วหลายต่อหลายครั้ง จนอีกฝ่ายยังไม่รู้ตัวเลย อีกทั้งพิษจากเหล็กในของมดบูลด็อกก็รุนแรงมากจนสามารถจัดการกับคนคนหนึ่งหรือสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเล็กและใหญ่ได้ภายใน 15 นาทีเท่านั้น พิษจะแล่นตามร่างกายจนเสียชีวิตได้ ค่อนข้างมีนิสัยดุร้าย มองแต่ความปลอดภัยของตัวเอง และคิดว่าทุกสิ่งมีชีวิตคือศัตรูของมันจึงไม่ควรอยู่ใกล้มากหากเจอ แม้แต่กับผึ้งหรือแตนที่มีพิษแรง มดบูลด็อกก็สามารถจัดการได้จนเหลือแต่กระดูกเลย การดำรงชีวิตของ “มดบูลด็อก” “มดบูลด็อก” มักจะอยู่อาศัยตามชั้นใต้ดินของจอมปลวกเพื่อหลบหนีจากอากาศที่แห้งแล้งของออสเตรเลียภายนอกมาอยู่ในพื้นที่มีความชื้นของดินและความเย็นสบายที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ช่วยเสริมร่างกายตัวอ่อนของมันได้เป็นอย่างดี และมักจะพบเจอแมลงจำนวนมากซึ่งมันสามารถจับแมลงเป็นเหยื่อและกักตุนให้ลูกของมันได้ และมักจะออกหาอาหารในช่วงกลางวันตามป่าไม้ และตามบ้านเรือนใกล้สวนป่าที่มีแมลงหรือกลิ่นน้ำหวาน ซึ่งหากพบว่ามีสิ่งมีชีวิตใดทำท่าจะคุกคามหรือเข้ามาใกล้เกินไป มันก็จะส่งสัญญาณลับไปให้ฝูงมดบูลด็อกที่อยู่ไม่ห่างกันรีบพุ่งเข้ามาจู่โจมสิ่งมีชีวิตนั้นพร้อมกันในทันทีอย่างน่าตกใจก่อนจะรีบหนีกลับไปหาลูกมันที่รัง อาหารสุดโปรดของ “มดบูลด็อก” “มดบูลด็อก” หากเป็นลูกตัวอ่อนของมันก็จะให้กินแมลงที่มีขนาดเล็ก แต่หากเป็นมดบูลด็อกที่ตัวโตแล้วก็จะออกมาหาอาหารบนพื้นดินและตามต้นไม้ […]

“Brittle Star” ปลาดาวหนวดยาวสุดแปลก

“Brittle Star” ปลาดาวหนวดยาวสุดแปลก

หลายคนน่าจะเคยพบเห็นปลาดาวกันมานักต่อนักแล้วตามชายหาดหรือเวลาที่เราไปดำน้ำกันก็จะพบเห็นสิ่งมีชีวิตลักษณะมีหนวด 5 แฉกที่สีสันแตกต่างกันไปเช่นเดียวกับลวดลายที่มีความขรุขระทำให้มีเอกลักษณ์งดงามเป็นของตัวเองเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ท้องทะเลสวยงามมาก แต่หากจะพูดถึงปลาดาวที่มีหนวดยาวมากจนเกินความยาวของนิ้วมนุษย์ใคร ๆ ก็อาจจะขำขันตลกเฮฮาได้ด้วยเพราะพวกเขาไม่เคยเห็นปลาดาวประเภทนี้เลย เท่าที่เคยเจอมาแม้ปลาดาวจะมีหนวดใหญ่ก็จริง แต่หนวดของพวกมันก็จะหนาและสั้นแบบดาว ไม่ใช่ปลาหมึกสักหน่อย แต่หากคุณได้รู้จักกับ “Brittle Star” ปลาดาวหนวดยาวสุดแปลกก็อาจจะสงสัยว่าสรุปมันคือปลาดาวจริงหรือมันคือปลาหมึกกันแน่ วันนี้เราจะมาแนะนำโลกของเจ้าปลาดาว Brittle Star ให้คุณได้รู้จักกันว่าทำไมมันจึงมีความแตกต่างจากปลาดาวทั่วไป? แล้วชีวิตของมันจะเข้ากับปลาดาวอื่น ๆ ได้ไหม หรือต้องเหงาอยู่ตัวเดียว? ทำความรู้จักกับปลาดาว “Brittle Star” ปลาดาว “Brittle Star” หรือ “Ophiuroids” เป็นปลาดาวเปราะประเภทในไฟลัมเอไคโนเดอร์มาตาที่กำเนิดมาตั้งแต่ห้าร้อยล้านปีก่อนแล้ว ถือว่าเป็นสัตว์น้ำดึกดำบรรพ์ชนิดหนึ่งซึ่งมีหนวด 5 แฉกยาวคล้ายงูขนาด 60 เซนติเมตรและบริเวณหนวดก็ยังมีขนมากมายคล้ายหนามล้อมรอบด้วย เพื่อใช้คลานไปตามท้องทะเล ซึ่งด้วยความยาวนี้เองทำให้มันสามารถยกตัวคลานได้ไกลและเร็วกว่าปลาดาวทั่วไปที่เราเคยเห็นกันมา เราสามารถพบปลาดาว Brittle St ได้ตามทะเลเขตร้อนและมหาสมุทรแถบขั้วโลกได้ทั่วไปในความลึกระดับ 200 เมตร แต่ด้วยความที่มันไม่ค่อยชอบออกมาให้คนเห็น โดยซ่อนตัวตามโขดหิน แนวปะการังใต้ทะเล และมีตัวที่เล็กแต่ขายาวจึงพรางตาผู้คนให้นึกว่าเป็นหินหรือพืชที่งอกมีรากติดตามพื้นทะเลได้ การดำรงชีวิตของปลาดาว “Brittle Star” แม้ปลาดาว “Brittle Star” จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้เพียง 5 […]

“Albino Sea Turtle” เต่าทะเลเผือกหายากของแดนจิงโจ้

“Albino Sea Turtle” เต่าทะเลเผือกหายากของแดนจิงโจ้

หากจะพูดถึงทวีปหนึ่งที่ไม่ได้ใหญ่มาก มีสภาพเป็นแค่เกาะที่เล็กกว่าหลายทวีปจนหลายคนแทบมองข้าม ใคร ๆ ก็น่าจะนึกถึง “ทวีปออสเตรเลีย” ที่มีประเทศเพียงแค่ 4 ประเทศเท่านั้น แต่จะมีกี่คนกันที่ได้สำรวจถึงสภาพแวดล้อมและความหลากหลายของพันธุ์สัตว์แปลก ๆ ที่นี่อย่างลึกซึ้งจนรู้ว่าทวีปออสเตรเลียแม้จะเล็กมาก แต่ก็เป็นทวีปที่มีสัตว์แปลกน่าค้นหาเยอะมากเช่นกัน โดยเฉพาะในประเทศออสเตรเลียที่ได้ชื่อว่าเป็น “แดนจิงโจ้” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าที่นี่จะมีเฉพาะจิงโจ้ให้คุณได้มาชม ไหน ๆ มาเยี่ยมชมสัตว์ประจำประเทศแล้ว วันต่อมามีเวลาก็ขึ้นเรือมาดำน้ำชมสัตว์สุดแปลกหายากอย่าง “Albino Sea Turtle” เต่าทะเลเผือกน่ารักที่พร้อมจะพาทุกคนมายิ้มให้กับโลกใต้บาดาลอย่างมีเสน่ห์ในแบบที่ไม่เหมือนใครดูสิ แล้วคุณจะตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าเต่าอื่นที่เคยพบเห็นในชีวิตประจำวันมาก แต่หากอยากรู้ก่อนว่าเต่านี้มีความน่าสนใจด้านใดบ้าง เราจะมาบอกเล่าให้รู้กัน! ทำความรู้จักกับ “Albino Sea Turtle” “Albino Sea Turtle” หรือที่เรียกกันว่า “เต่าทะเลเผือก” พบได้มากบริเวณทะเลของทวีปออสเตรเลีย และมีอยู่ตามเอเชียใต้บางส่วน มีความโดดเด่นในลักษณะลำตัวของมันที่เป็นสีขาวเผือกทั้งตัวรวมถึงกระดองด้วย แต่บางตัวก็มีความพิเศษของกระบองที่เป็นสีน้ำตาลเหลืองลายงาม ทำให้สามารถเห็นลวดลายธรรมชาติบนตัวของมันได้อย่างชัดเจนสวยงาม ด้วยมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของพันธุกรรมที่เรียกว่า “albinism” ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เต่ามีการสูญเสียเม็ดสีที่สมบูรณ์แบบแตกต่างจากเต่าทั่วไปที่จะมีภาวะพันธุกรรม “Leucism” ซึ่งจะมีสีคล้ำจนถึงดำจึงมีน้อยมากที่เต่าในโลกจะเป็นสีนวลหรือสีขาวเผือกเหมือนเต่า Albino Sea Turtle ซึ่งกลายเป็นสัตว์อนุรักษ์หายากและมีแนวโน้มว่าจะถูกล่าจนสูญพันธุ์มากขึ้น การดำรงชีวิตของ “Albino Sea Turtle” “Albino […]